Hero Image Grapchics

ข่าวสาร

Bilateral Peering vs. Multilateral Peering: เลือกการเชื่อมต่อที่ใช่ ให้เข้ากับธุรกิจของคุณ


An IT professional configuring network cables in a server rack, focusing on Ethernet connections.

หลายองค์กรในปัจจุบันเริ่มเห็นถึงประโยชน์ของการเชื่อมต่อเข้ากับ Internet Exchange ที่ช่วยให้ระบบ Network ภายในองค์กรมีความเสถียร ลดความหน่วง (Latency) รวมถึงช่วยลดต้นทุนในการเชื่อมต่อระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี หลายองค์กรเองก็อาจจะสงสัยว่า รูปแบบการเชื่อมต่อของ IXP มันจะส่งผลกระทบกับการเชื่อมต่อองค์กรของท่านอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะ Bilateral Peering และ Multilateral Peering แล้วแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร

วันนี้ Thailand IX จะพาท่านมาทำความรู้จักกับการเชื่อมต่อที่แตกต่างทั้ง 2 รูปแบบนี้ ทั้งในแง่ของความแตกต่างในภาพรวม รวมไปถึง Use Case บนโลกจริง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า รูปแบบการเชื่อมต่อแบบหนึ่ง อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของท่านเสมอไป เพื่อช่วยให้องค์กรของท่านสามารถเลือกโครงสร้างการเชื่อมต่อที่สอดคล้องกับความต้องการและทิศทางของธุรกิจของท่านได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น


ทำไมรูปแบบการเชื่อมต่อถึงสำคัญกับธุรกิจของท่าน

ในยุคที่การทำงานบนโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่ว่าจะใช้งานระบบที่เกี่ยวกับคลาวด์ คอนเทนต์ต่าง ๆ รวมไปถึงบรรดา Generative AI ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปัจจุบัน ความต้องการในการเชื่อมต่อในแต่ละองค์กรก็เริ่มเพิ่มแบบก้าวกระโดดตามไปด้วย

และแน่นอนว่า การเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อ ย่อมมีผลต่อปัจจัยที่มีผลต่อการเชื่อมต่อขององค์กรของท่าน ทั้งในด้านความหน่วง (Latency) การขยายการเชื่อมต่อ ความเสถียร รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายของท่าน

ฉะนั้น การเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อที่เหมาะสมนั้น จะช่วยให้ท่านสามารถใช้งานบริการ Internet Exchange ได้แบบเต็มประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรมากยิ่งขึ้น

และอย่างที่เกริ่นไปช่วงแรกว่า โดยปกติการเชื่อมต่อเข้าหาก Internet Exchange นั้น จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ นั่นก็คือ Bilateral Peering และ Multilateral Peering ซึ่งทั้งสองแบบนี้ ล้วนแล้วแต่มีข้อได้เปรียบและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละรูปแบบการเชื่อมต่อ


Multilateral Peering: เชื่อมต่อองค์กรของท่าน เข้ากับสมาชิกของเรา

A close-up view of a spiderweb adorned with dew droplets creating a natural pattern, like how multilateral peering works.

เริ่มต้นจากรูปแบบการเชื่อมต่อที่น่าจะเข้าใจง่ายสุดอย่าง Multilateral Peering ที่มีรูปแบบการเชื่อมต่อระหว่างสมาชิก (Peering Member) หลายรายภายในระบบเดียวกัน ผ่าน Route Server ทำให้สมาชิกที่อยู่ในเครือข่าย สามารถเข้าถึงโครงข่ายของสมาชิกรายอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย

ถ้าหากเปรียบเทียบให้ง่ายกว่านี้ การเชื่อมต่อแบบ Multilateral Peering ก็เปรียบเสมือนแม่น้ำหลายสายไหลมาบรรจบกันในที่เดียว แล้วการสัญจรไปมาระหว่างแม่น้ำสายหนึ่งไปอีกแม่น้ำสายหนึ่งก็เป็นไปได้โดยง่าย

จุดเด่นสำคัญอย่างหนึ่งของการเชื่อมต่อรูปแบบนี้คือ องค์กรไม่จำเป็นต้องเตรียมจุดเชื่อมต่อหลายจุดเพื่อเชื่อมต่อกับสมาชิกรายอื่นภายใน Route Server เดียวกัน ช่วยลดความซับซ้อนในการตั้งค่าระบบ มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ไม่สูง และสามารถเข้าถึงโครงข่ายของสมาชิกทั้งในและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเชื่อมต่อแบบ Multilateral Peering จาก Thailand IX

อย่างไรก็ดี การเชื่อมต่อในรูปแบบนี้เองก็มีข้อจำกัดบางอย่างที่ต้องพิจารณาประกอบด้วย อย่างเช่น การเชื่อมต่อแบบ Multilateral Peering จะไม่สามารถเชื่อมต่อเข้าหาสมาชิกบางรายที่ไม่มีนโยบายเปิดการเชื่อมต่อภายใน Internet Exchange เดียวกันได้ รวมไปถึงในแง่ของการเชื่อมต่อแบบเฉพาะทางที่ต้องการ bandwidth ที่สูงขึ้น หรือการควบคุมการเชื่อมต่อที่ไม่ได้มีมากเท่ากับอีกรูปแบบหนึ่ง

จะเห็นได้ว่า Multilateral Peering นั้น แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ แต่การเชื่อมต่อรูปแบบนี้ถือเป็นประตูแรกที่สามารถเชื่อมองค์กรของท่านสู่เวทีสากลได้ง่ายยิ่งขึ้น

ซึ่ง Thailand IX เองก็มีบริการการเชื่อมต่อแบบนี้ ภายใต้บริการ Public Peering (หรือชื่อเดิมคือ Local Peering) ที่รองรับการเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายกว่า 60 แห่ง ครอบคลุมทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศอีกด้วย ท่านสามารถศึกษารายละเอียดของบริการ Public Peering ได้ที่นี่


Bilateral Peering การเชื่อมต่อเฉพาะราย เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของการเชื่อมต่อระหว่างองค์กร

Detailed close-up of a network Ethernet cable showing connectors on a black background.

ขณะที่การเชื่อมต่อแบบ Bilateral Peering จะเป็นการเชื่อมต่อในรูปแบบ Border Gateway Protocol (BGP) ในรูปแบบ 1 ต่อ 1 ผ่านการเลือกสมาชิกที่ต้องการเชื่อมต่อ จากนั้นเจรจาขอเชื่อมต่อระหว่างกันในแต่ละปลายทาง และเมื่อเจรจาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็สามารถใช้การเชื่อมต่อดังกล่าวได้

ซึ่งการเชื่อมต่อในรูปแบบ Bilateral Peering นั้น จะมีแนวทางการเชื่อมต่อในระดับสายเชื่อมต่อ (Physical Layer) ทั้งหมด 2 รูปแบบด้วยกัน นั่นคือ

การเชื่อมต่อแบบ Bilateral Peering จาก Thailand IX

Private Network Interconnection (PNI)

Private Network Interconnection (PNI) จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างสองปลายทาง ผ่านการลากสาย Fiber Optics ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อโดยตรงที่ไม่ผ่าน Internet Exchange Point (IXP) ใด ๆ เลย

ซึ่งข้อดีของการเชื่อมต่อแบบนี้คือ การเชื่อมต่อจะเป็นการเชื่อมต่อตรง สามารถควบคุมเส้นทางและการเชื่อมต่อได้โดยตรง และสามารถรองรับ Bandwidth ตามความต้องการของธุรกิจของท่าน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อที่ต่ำที่สุดเมื่อการใช้ Bandwidth จำนวนมาก

ส่วนข้อจำกัดของการเชื่อมต่อในรูปแบบนี้คือ การ Setup ระหว่างปลายทางค่อนข้างยุ่งยาก เนื่องจากการเชื่อมต่อในรูปแบบนี้ จะต้องทำการเชื่อมต่อระหว่างกัน (Cross-Connect) จาก Router หรือ Network Switch ของต้นทาง ไปยังอีก Router หรือ Network Switch ผ่านสาย

Detailed view of fiber optic cables connected to equipment in a data center. This method is used in the private network interconnection (PNI) in bilateral peering.

Public Peering Interconnection (PPI)

ขณะที่ Public Peering Interconnection (PPI) จะเป็นการเชื่อมต่อที่เข้าผ่าน Internet Exchange Point (IXP) อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อแบบนี้จะต่างกับ Multilateral Peering ตรงที่ การเชื่อมต่อแบบ PPI ในรูปแบบ Bilateral จะเป็นการสร้าง BGP Session โดยตรงระหว่างสมาชิก โดยใช้โครงสร้างพื้นฐาน (Switch Fabric) ของ IXP เป็นทางผ่าน แต่ไม่ได้ใช้ Route Server ในการแลกเปลี่ยนเส้นทาง

สำหรับข้อดีของการเชื่อมต่อแบบนี้ประกอบด้วย ความง่ายในการเชื่อมต่อ เนื่องจากสามารถใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ IXP ได้ทันที โดยตัว IXP Switch จะเป็นตัวกลางในการ Cross-Connect ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าหากต้องการ Bandwidth ที่ไม่ได้สูงมาก

ขณะที่ข้อจำกัดของการเชื่อมต่อในรูปแบบนี้คือ การเชื่อมต่อในรูปแบบนี้ จำเป็นต้องแบ่งปัน Bandwidth ที่ใช้ร่วมกันกับการเชื่อมต่อเข้ากับ IXP แบบปกติ และอาจจะมีในด้านต้นทุนที่มากขึ้นตามจำนวน Bandwidth ที่ใช้มากขึ้นเมื่อเชื่อมต่อกับสมาชิกรายนั้นโดยเฉพาะ

และทาง Thailand IX เอง ก็ได้ให้บริการการเชื่อมต่อแบบ Bilateral Peering แบบ PPI ผ่านบริการ Private Peering ที่รองรับการเชื่อมต่อที่ต้องการเสถียรภาพในการเชื่อมต่อที่มากยิ่งขึ้น


แล้วจะเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อแบบไหน

A female engineer using a laptop while monitoring data servers in a modern server room.

มาถึงตอนนี้ หลายท่านก็เริ่มมีข้อสงสัยแล้วว่า จะเลือกการเชื่อมต่อแบบใดให้เหมาะกับองค์กรของท่าน ซึ่งอย่างที่เราเคยเกริ่นไปข้างต้นว่า มันไม่มีรูปแบบการเชื่อมต่อแบบใดที่ตอบสนองกับองค์กรของท่านได้ 100% นี่จึงเป็นคำแนะนำคร่าว ๆ สำหรับองค์กรของท่าน

สำหรับ Bilateral Peering จะเหมาะกับองค์กรด้าน Cloud Service Providers หรือหน่วยงานที่เน้นคอนเทนต์จำนวนมาก มีปริมาณ Traffic ที่สูง และต้องการลดความหน่วง (Latency) และเพิ่มความเสถียรในการเชื่อมต่อขั้นสูงสุด

ขณะที่ Multilateral Peering นั้น จะออกแบบมาสำหรับองค์กรที่ทำธุรกิจในเชิงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Providers หรือ ISP) ระบบเครือข่ายระดับภูมิภาค บริษัทสายสตาร์ทอัปหรือ Software-as-a-Service ต่าง ๆ และองค์กรที่มองเห็นการเติบโตในด้านการเชื่อมต่อองค์กรของท่านไประดับสากลด้วยศัยกภาพของ IXP ที่มีอยู่ในท้องตลาด

ทว่า มีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้บริการทั้ง 2 รูปแบบพร้อมกัน โดยจะมีการใช้งาน Multilateral Peering เพื่อให้สามารถครอบคลุมการเชื่อมต่อส่วนมากขององค์กรได้ ขณะที่การเชื่อมต่อบางสมาชิก จะเลือกใช้ Bilateral Peering สำหรับสมาชิกที่มี Traffic สูง ต้องการ Bandwidth ที่มากเพียงพอสำหรับการเชื่อมต่อ เป็นต้น

แต่ไม่ว่าท่านจะเลือกการเชื่อมต่อแบบใด Thailand IX ก็พร้อมให้เชื่อมต่อธุรกิจของท่าน ให้ใกล้ชิดทั่วโลกด้วยบริการ Neutral Internet Exchange ที่ใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทยได้แบบเต็มที่ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าบริการของเรา